S-Curve โลจิสติกส์ เปิดแผนฮับโลจิสติกส์ ปั้นไทยฐานทัพสินค้ารุกอาเซียน-จีน
กางแผนพัฒนาเศรษฐกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแลนด์ยุค 4.0 ปั้นฮับโลจิสติกส์ ดึงผู้ให้บริการทั้งไทยและต่างประเทศเข้ามาตั้งฐานทัพการค้า บริการขนส่งโลจิสติกส์ในไทยรุกตลาดอาเซียนและจีนตอนใต้

การเติบโตของการค้าโลกออนไลน์ทำให้การขนส่งสินค้าขยายตัวมากขึ้น การบริการขนส่งและกระจายสินค้า โลจิสติกส์จึงเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญ ที่ไทยจะชิงความได้เปรียบจากทำเลที่ตั้ง อยู่ในจุดภูมิศาสตร์เป็นศูนย์กลางพร้อมพัฒนาการบริการขนส่งโลจิสติกส์


เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ นายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนยุทธศาสตร์พัฒนาไทยแลนด์4.0 ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าขนส่ง (โลจิสติกส์ ฮับ) ในอาเซียนและจีนตอนใต้ ว่า ประเทศไทยได้เปรียบทางด้านทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆในภูมิภาค เพราะสามารถกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม (CLMV)ได้ภายใน 5 ชั่วโมง และส่งผลไปถึงสินค้าที่ต้องการรุกไปสู่ตลาดจีนตอนใต้ ไทยสามารถเป็นแหล่งพักสินค้า เก็บสินค้าและส่งสินค้ากระจายต่อไปยังประเทศที่ 3 ได้





“ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางด้านแหล่งทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศที่สาม เพราะไทยอยู่ตรงกลางในกลุ่มอาเซียนตอนบน ที่มีพื้นที่ติดกัน จึงเหมาะพัฒนาเป็นโลจิสติกส์ ที่ตั้งของเรได้เปรียบ ในโลจิสติกศ์ฮับ ให้กับการขนส่งทางพื้นดิน (Inland)”


โดยแผนการพัฒนาโลจิสติกส์ฮับหลังจากที่ภาครัฐได้ลงทุนด้านระบบโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงถนน ทางบก ทางน้ำ รวมถึงการพัฒนาจุดกระจายสินค้าทางอากาศ ซึ่งหมายถึงทางด้านฮาร์ดแวร์นั้น มีความพร้อมรองรับการบริการแล้ว เหลือเพียงการพัฒนา ด้านการบริหารจัดการซอฟต์แวร์ ที่ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ตั้งแต่ระบบขนส่งสินค้า การนำเข้าและส่งออก เพื่อทำให้การกระจายสินค้านั้นลื่นไหล เมื่อนำสินค้าเข้ามาพักแล้วส่งออกไปผ่านแดน แล้วกระจายต่อไปยังเพื่อนบ้าน




กุญแจสำคัญของการพัฒนาโลจิสติกส์ ฮับ สู่การแป็นไทยแลนด์ยุค 4.0 คือ การปฏิรูปพิธีการศุลกากร เพื่อการขนส่งสินค้าระหว่งประเทศ และรองรับการค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) จึงต้องมีการลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดต้นทุนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายการรับสินค้าต้องไม่มีการจัดเก็บภาษีเพื่อเปิดกว้างจูงใจ ให้ผู้ใช้บริการเข้ามานำสินค้ามาพักใช้บริการผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ในไทย รวมถึงข้อบังคับด้านใบอนุญาตนำเข้าที่ยังต้องมีการขอใบอนุญาตินำเข้าสินค้า ควรมีการยกเลิก หากสินค้านั้นไม่เข้ามาจำหน่ายในไทยแต่เป็นการนำเข้ามาเพื่อพักสินค้าไปยังประเทศที่สาม


“ไทยจะได้เปรียบด้านการแข่งขันเมื่อปรับปรุงกฎระเบียบการนำเข้า ส่งออกตั้งแต่ต้นทาง ยันปลายทาง ทุกกระบวนการมีทั้งระบบการจัดเก็บภาษีของกรมศุลการ ระบบใบอนุญาตินำเข้า จากกรมการค้าต่างประเทศที่ต้องใช้เวลา ก็ควรมีการพัฒนาปรับปรุงให้สั้นลงหรือตัดกระบวนการที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อเอื้ออำนวยต่อการขนส่งสินค้าให้สั้นลง โดยการตัดกระบวนการบางอย่าง”


เกตตวิทย์ กล่าวว่า ภาครัฐควรไปศึกษาดูการบริหารจัดการพัฒนาประเทศให้เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์เต็มรูปแบบอย่างประเทศ สิงคโปร์ ฮ่องกง และดูไบ ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการวางระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎระเบียบยุ่งยากซับซ้อนจูงใจให้ผู้เข้ามาใช้บริการ เป็นสิ่งที่ทำให้รายได้หลักทางด้านการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สัดส่วนเป็นหลักมาจาการให้บริการโลจิสติกส์ มีผู้มาใช้บริการถึงปีละ 30ล้านตู้ TEU ซึ่งสัดส่วนถึง 85% สินค้าไม่ได้เข้าไปจำหน่ายในตลาดสิงคโปร์ แต่ถูกกระจายต่อไปส่งออกในประเทศอื่น ๆ แม้กระทั่งฮ่องกง และดูไบ ก็เช่นเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ไม่มีทรัพยากร มีเพียงการบริการจัดการด้านการขนส่งสินค้าและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำการค้าก็ส่งผลทำให้การบริการด้านโลจิสติสก์ เป็นแรงขับเคลื่อนของเศรษฐกิจหลักภายในประเทศ


“เมื่อมองสิงคโปร์หากเทียบกับไทยไม่รวมการขนส่งสินค้าทางเรือ เพียงขนส่งสินค้าทางผ่านแดนไม่เกิน 5 ชั่วโมง ไทยมีความได้เปรียบเป็นฮับได้หมด ไทยแข่งขันกับใครก็ได้ เพราะโลเคชั่นดี ใกล้กว่า ค่าขนส่งถูกว่าแต่ทุกวันนี้คนไปใช้บริการในประเทศสิงคโปร์ เพราะต้นทุนและกระบวนการที่บริการจัดการได้สะดวกรวดเร็วและถูกกว่า”

ค้นหางานหรือหาคนทำงาน

เพิ่มเรซูเม่เพื่อหางานในฝัน หรือลงประกาศเพื่อหาคนทำงานที่ตรงใจกับ S-CURVE HUB