โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม SMEs ด้วยเครื่องมือดิจิทัลอย่างยั่งยืน

New Wave Industy Biochemisty
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่กำลังก้าวเข้ามาเปลี่ยนโลกในยุคปัจจุบัน ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ๆ กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซอุปทาน ตั้งแต่กระบวนการสรรหาสารตั้งต้นในการผลิตปิโตรเคมี ไปจนถึงตัวผลิตภัณฑ์ที่ส่งต่อถึงมือผู้บริโภค
นายปฏิภาณ สุคนธมาน ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลาย PTTGC ได้ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ได้แก่

เทคโนโลยี bio-plastic จากกระแสรักษ์โลก ทำให้ผู้เล่นปรับตัวมาผลิตเม็ด bio-plastic มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดย PLA, PHA และ PET จะเป็นเม็ดพลาสติกที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของตลาดนี้ ที่คาดว่าจะเติบโตราว 30% ตั้งแต่ช่วงปี 2013-2030 ในขณะที่ตลาด conventional plastic หรือพลาสติกแบบดั้งเดิม จะเติบโตราว 3% ต่อปี

เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพของไบโอพลาสติกสำหรับเคลือบกระดาษ นอกจากจะช่วยเสริมการใช้งานของบรรจุภัณฑ์กระดาษในการป้องกันการรั่วซึมของเครื่องดื่มแล้ว ยังสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% โดยจะแปรสภาพเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวลภายใน 180 วันภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ซึ่งสามารถกลับสู่เชิงนิเวศน์ได้อย่างสมบูรณ์ นับเป็นการสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของตลาดบรรจุภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco Product) โดยไบโอพลาสติกชนิดนี้ ผลิตจากวัตถุดิบที่สามารถทดแทนขึ้นใหม่ได้ในธรรมชาติ (Renewable Source) เช่น อ้อย มันสำปะหลัง โปรตีนจากถั่วและข้าวโพด นำมาผ่านกระบวนการคอมพาวนด์ให้มีคุณสมบัติเหมาะสำหรับเคลือบกระดาษโดยคงความสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% (Compostable Plastics Coated Paper)

ทั้งนี้มองว่าเทคโนโลยี bio-plastic ไม่ได้มาทดแทน conventional plastic อย่างสมบูรณ์ แต่สัดส่วนการใช้จะสูงขึ้นในอนาคต โดยในปี 2013 ตลาด bio-plastic มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของตลาดพลาสติกทั่วโลก และเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 4% และ 40% ในปี 2019 และ 2030 ตามลำดับ สำหรับประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในการผลิต bio-plastic โดยมีสินค้าเกษตร คือ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งไทยสามารถผลิตได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศและการส่งออกอยู่แล้ว ถือเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลก

แต่ความท้าทายสำคัญ คือต้นทุนการผลิต เม็ดพลาสติกชีวภาพในปัจจุบันมีต้นทุนสูงกว่าเม็ดพลาสติกแบบทั่วไปประมาณ 1.5-3 เท่า แตกต่างกันไปตามชนิดของเม็ดพลาสติก ถึงแม้ว่าพลาสติกชีวภาพจะมีราคาที่ค่อนข้างสูง แต่คาดว่านวัตกรรมการผลิตในอนาคตจะส่งผลให้ราคาปรับลดลงโดยการสรรหาวัตถุดิบใหม่ๆ มาใช้ โดยเฉพาะวัตถุดิบเหลือทิ้งอย่างฟางข้าว เปลือกข้าว และเปลือกไม้ แทนการใช้มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันกับพลาสติกแบบทั่วไปได้